วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อาหารสุขภาพสำหรับคุณแม่.....เมี่ยงปลาข้าวสาร...


ใกล้ถึงวันแม่แล้วนะคะ ลูกๆทุกคนคงเตรียมของขวัญดีๆไว้สำหรับคุณแม่กันแล้วใช่ไหมคะ  แต่สำหรับบางคนไม่ได้จัดเตรียมอะไรเป็นพิเศษลองหาเมนูอาหารง่ายๆที่คุณแม่ชอบทาน แล้วลองลงมือทำให้คุณแม่ทานดูก็ถือเป็นไอเดียร์ที่ไม่เลวเลยล่ะคะ
วันนี้ขอเสนอเมนูนี้ค่ะ...เมี่ยงปลาข้าวสาร...
เมนูนี้เป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคุณแม่และถือได้ว่าเป็นเมนูสุขภาพสำหรับทุกคนด้วย โดยเฉพาะ เด็ก สตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุ เพราะว่าปลาข้าวสารจะมีแคลเซียมสูง สามารถเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้ ดังนั้นจะช้าอยู่ทำไม  เข้าครัวกันเลยดีกว่าค่ะ




วิธีทำน้ำเมี่ยง 

1 โขลกหอมแดงเผา กระเทียมเผา ขิง และกะปิให้ละเอียด
2 น้ำตาลใส่หม้อตั้งไฟ ใส่น้ำ 1 ถ้วย น้ำปลา เกลือ พอเดือด
3 ใส่เครื่องที่โขลกไว้
4 ใส่กุ้งแห้งป่น ปลาข้าวสารโขลก มะขามเปียก เคี่ยวต่อจนได้ที่





เมื่อเตรียมน้ำเมี่ยงเสร็จแล้วต่อไปก็มาเตรียมเครื่องเคียงกัน ซึ่งประกอบด้วย - ใบชะพลู
- ปลาข้าวสารทอดกรอบ
- ถั่วลิสงคั่ว ขิง หอมแดง
- มะนาว พริกขี้หนู กุ้งแห้ง

เอาล่ะค่ะเมื่อลูกๆตั้งใจเข้าครัวทำอาหารให้คุณแม่ขนาดนี้แล้ว รับรองว่าอาหารจานนี้จะกลายเป็นอาหารจานโปรดที่คุณแม่จะทานไปยิ้มไปอย่างมีความสุขแน่นอน  ลูกๆคนไหนสนใจก็ลองเอาไปทำดูนะคะรับรองว่าต้องถูกใจถูกปากคุณแม่สุดที่รักของลูกๆแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณ http://www.oknation.net/  สำหรับเมนูดีๆเมนูนี้ค่ะ

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

.....ปลาทูที่รัก.....

.....ดิฉันเป็นคนเหนือมาตั้งแต่กำเนิด กว่าจะหาอาหารทะเลกินได้ยากแสนยาก ราคาก็แพงแสนแพง อีกทั้งยังเสี่ยงท้องเสียอาหารเป็นพิษกับสารกันเน่ากันบูดที่เค้าฉีดแถมมากับอาหารทะเลนั้นอีกล่ะ  เพราะฉะนั้นอาหารทะเลที่ได้กินประจำก็หนีไม่พ้น...ปลาทู(เข่ง)  แน่นอนค่ะ
....พอพูดถึงปลาทูก็ต้องนึกถึงคำพูดของแม่ที่มักบอกว่า"กิ๋นปลาทูน่ะดีละ  บ่อมีสารกั๋นบูดจะได้บ่อเสี่ยงลุต้องลุไส้"(กินปลาทูน่ะดีแล้ว จะได้ไม่เสียงท้องร่วงท้องเสียนะลูก)..อันนี้ไม่รู้ว่าแม่พูดปลอบใจรึเปล่า...
แต่ไหนๆตอนนี้ก็ได้มาอยู่ใกล้ๆกับทะเลทั้งที  ไม่อยากกินปลาทูเข่งอีกต่อไป  วันนี้เลยหาสูตรที่ใช้ปลาทูสดมาทำเป็นอาหารรับประทานดูบ้างค่ะ  แต่จะกินปลาทูทั้งทีก็ขอทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหน่อยแล้วกันนะ ว่าแล้วก็เข้าครัวกันเลยค่ะ   วันนี้ขอเสนอ  เมนู " ต้มยำปลาทูสด"



ส่วนผสมดังนี้

ปลาทูสด 5 ตัว   ขิงอ่อนซอย 2 ช้อนโต๊ะ  ต้นหอมหั่นท่อนยาว 5 ต้น รากผักชี 3 ราก

หอมเล็ก 5 หัว   พริกไทยล่อน 10 เม็ด   กะปิ 2 ช้อนชา   พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแว่น 2 เม็ด

น้ำตาลปี๊บ 4 ช้อนโต๊ะ   น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ  น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำเปล่า 3 ถ้วย   ผักชีโรยหน้า




วิธีทำ
1.โขลกรากผักชี พริกไทย หอมแดง กะปิรวมกัน พักไว้

2.ตั้งน้ำเปล่าให้เดือด ใส่เครื่องปรุงที่โขลกไว้ลงไป คนให้ละลาย ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาล น้ำปลา เมื่อหม้อเดือดแล้วใส่ปลาทูที่เตรียมไว้ (ล้างเมือกปลาทูออกด้วยน้ำเกลือ อย่าลืมควักไส้ออกด้วยนะคะ) ลงไปในหม้อ ทันทีที่ใส่ปลาทูลงไปในหม้อ ให้เบาไฟทันที เพราะหากต้มด้วยน้ำที่กำลังเดือดจะทำให้เนื้อปลาทูแตก เปื่อย ไม่สวย

3.ปิดหม้อไว้ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 20 นาที

4เมื่อปลาสุกให้ใส่ขิงซอย ต้นหอม พริกชี้ฟ้าแดง ปิดไฟ ตักใส่ชาม



Trip..D-D

วิธีเลือกปลาทูสด


ปลาทูสดลูกตาจะนูน ตาดำมีสีสดใส ส่วนหลังของลำตัวจะมีสีเขียวเป็นพื้น

ส่วนท้องจะมีสีขาว หรือสีเงิน หางปลายังมีสีเหลือง


ตามลำตัวมีเมือกลื่นๆ เหงือกมีสีแดงออกชมพู


ปลาไม่มีกลิ่น เนื้อแน่น


เมื่อใช้นิ้วกดที่กลางลำตัวแล้วปล่อยนิ้วออก


รอยยุบจะกลับคืนสภาพเดิมได้หมดหรือเกือบหมด


***ปลาทู มีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง โดยเฉพาะไลซีน และทรีโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตในวัยเด็ก นอกจากนี้ยังมีโปรตีน และสารไอโอดีนสูง ซึ่งช่วยป้องกันโรคคอพอก
ในวัยผู้ใหญ่เองก็มีประโยชน์ไม่น้อยกว่ากัน นั่นคือ การกินปลาทูจะช่วยให้สติดีและชะลอความแก่ได้ เพราะว่าปลาทูมีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการสร้างริ้วรอย เมื่อรู้อย่างนี้แล้วยังจะพลาดเมนูนี้อีกหรือคะ.....



ที่มา: http://www.rssthai.com/ , http://board.palungjit.com/

เมื่อหวัดถามหา............

.......แม้ว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 ในช่วงนี้ไม่ได้ระบาดอย่างหนักเหมือนเมื่อปีก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าโรคร้ายนี้จะไม่กลับมาอีก ดังนั้นตัวเราเองจะต้องคอยดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ที่สำคัญอย่ามองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเชียวนะเราคงพอจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าลักษณะอาการของไข้หวัด2009นี้เป็นอย่างไร เพราะว่ามันออกจะมีชื่อโด่งดังไปแล้วทั่วโลก ดังนั้นสิ่งที่จะเสนอให้ท่านผู้อ่านได้ทราบวันนี้จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่กันคนละขั้วกับเชื้อหวัดร้าย นั่นก็คือสมุนไพรของไทยที่มีชื่อแปลกหูว่า..."ฟ้าทะลายโจร" นั่นเองค่ะ 
ชื่อไทย : ฟ้าทะลายโจร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm. f.) Neesวงศ์ : ACANTHACEAE สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีชื่อเรียกแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันไปเช่น น้ำลายพังพอน (กรุงเทพฯ) หญ้ากันงู (สงขลา) ฟ้าสะท้าน(พัทลุง)
คีปังฮี(จีน) เป็นต้น
ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุก มีความสูงประมาณ 30-70 ซม. ทุกส่วนของฟ้าทะลายโจรมีรสขม กิ่งเป็นใบสี่เหลี่ยม ใบ เดี่ยว แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อย กลีบดอกสีขาว โคนกลีบติดกัน ปลายแยก 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ มีเส้นสีม่วงแดงพาดอยู่ ปากล่างมี 2 กลีบ ผล เป็นฝัก เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล แตกได้ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบสด ใบแห้ง ใบจะเก็บมาใช้เมื่อต้นมีอายุได้ 3-5 เดือน

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ใบและลำต้น

ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา : เก็บใบและลำต้น (เหนือดิน) ในช่วงที่เริ่มมีดอก(ประมาณ 3 เดือน หลังปลูก) ล้างให้สะอาดและเก็บในที่แห้ง และไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 ปี เพราะสารสำคัญจะสลายไปหมด


วิธีทำน้ำฟ้าทะลายโจร
  1. นำฟ้าทะลายโจรที่หั่นตากแห้งเรียบร้อยแล้ว( 1 ช้อนชา )ใส่ลงในหม้อต้ม
  2. นำใบเตยหอม(1 ช้อนโต๊ะ) หั่นใส่ลงไปด้วย เพื่อสร้างความหอมและน่าดื่มมากขึ้น
  3. เติมน้ำสะอาด (14 ช้อนโต๊ะ) ตั้งไฟแล้วต้มจนเดือด  เคี่ยวให้งวด จากนั้นยกลงแล้วกรองเอากากใยออก  และแบ่งเป็น 3 ส่วน ดื่มวันละ 3เวลา  เช้า กลางวันแย็น 
 การทำน้ำสมุนไพรฟ้าทะลายโจร มีวิธีการที่ง่ายและไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ใครสนใจดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรไทยลองเอาสูตรไปทำดูนะคะ

ข้อควรระวัง :
1.บางคนรับประทานยาฟ้าทะลายโจรจะเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ปวดเอว เวียนหัว แสดงว่าแพ้ยาให้หยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น

2.ไม่ควรรับประทานยาฟ้าทะลายโจรติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะฟ้าทะลายโจรเป็นยาเย็นรับประทานติดต่อกันจะทำให้มือ เท้าชา อ่อนแรงได้

3.การเตรียมยาฟ้าทะลายโจรในรูปแบบยาลูกกลอนและยาดองไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 3 เดือนเพราะยาจะเสื่อมคุณภาพ



ที่มา: http://herbal.muasua.com/  , http://www.rspg.or.th/ , ตำรับยาสมุนไพร(หลวงพ่อจัญ ฐิตธมฺโม)
 

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โรค ”ขัดเบา” คืออะไร
ลักษณะอาการโดยทั่วไป อาการของโรคขัดเบาก็คือ ปัสสาวะกะปริดกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง) รู้สึกปวดขัด หรือแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะอาจมีอาการปวดที่ท้องน้อยร่วมด้วย ปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็น สีมักจะใส แต่บางคนอาจขุ่นหรือมีเลือดปนอาการอาจเกิดขึ้นหลังอั้นปัสสาวะนาน ๆ หรือหลังร่วมเพศ ในเด็กเล็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน อาจมีไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียน  รวมๆแล้วก็เรียกอย่างเป็นทางการได้ว่า "โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ"  นั่นเอง

อาการขัดเบา หรือที่เราเรียนกกันง่ายๆว่าการปัสสาวะไม่ออกหรือ ปัสสวะออกน้อย ส่วนมากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในลำไส้ของคนเราโดยเข้าไปทางท่อปัสสาวะ โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคจึงเข้าทางท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย  ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ  พบมากในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) หรือผู้หญิงที่ชอบอั้นปัสสาวะนาน ๆอาจพบเป็นโรคแทรกของผู้ป่วยเบาหวาน นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือพบภายหลังการสวนปัสสาวะ ผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ หรือหลังร่วมเพศ อาจมีอาการขัดเบาแบบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แพทย์เรียกว่า โรค ฮันนีมูน (Honeymoon's cystitis)
ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมาก ถ้าพบมักมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมลูกหมากโตหรือมีก้อนเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทาง โครงสร้างของทางเดินปัสสาวะ


การรักษา


1. ขณะที่มีอาการ ให้ดื่มน้ำมากๆ ถ้าปวดมากให้ใช้ยาแก้ปวด แต่ต้องเป็นตัวยาที่แพทย์สั่งนะคะ ไม่ควรซื้อยาทานเอง เพราะอาจเป็นผลเสียมากกว่าปผลดีค่ะ
2. ถ้าไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำมากกว่า 2-3 ครั้ง หรือเป็นในผู้ชาย ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจ
หาสาเหตุโดยการตรวจปัสสาวะเพื่อหาวิธีการรักษาต่อไปค่ะ

ข้อแนะนำ

1.พยายามดื่มน้ำมาก ๆ และอย่าอั้นปัสสาวะ

2.เมื่อจำเป็นต้องปัสสาวะนอกบ้านต้องระวังเรื่องความสะอาดมากเป็นพิเศษค่ะ
3.หากเป็นโรคนี้อยู่แล้วควรดื่มน้ำมาก ๆ (ประมาณวันละ 3-4 ลิตร) เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออก

และช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ

แต่สำหรับใครที่ต้องการวิธีการรักษาโดยไม่อยากจะใช้ยาแผนปัจจุบันแล้วล่ะก็  เรามีทางเลือกหนึ่งที่แสนจะง่ายทั้งตัวผู้ป่วยและวิธีการปฏิบัติมาฝากกันค่ะ  นั่นคือ การดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดง
“กระเจี๊ยบแดง” เป็นสมุนไพรที่แนะนำให้นำมาปรุงเป็นยาบรรเทาอาการขัดเบาได้ค่ะ

วิธีทำ นำกลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกสีม่วงแดงของกระเจี๊ยบแดงตากแดดให้แห้ง แล้วบดเป็นผงละเอียด เทใส่ขวดโหลที่แห้งสนิทเก็บไว้

วิธีใช้ ตักผงกระเจี๊ยบแดง 1 ช้อนชา (หนักประมาณ 3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย ( ประมาณ 250 มิลลิลิตร) คนให้ละลาย ตั้งทิ้งไว้จนตกตะกอน

วิธีดื่ม ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส หลังอาหาร เช้า กลาง เย็น ติดต่อกันจนกว่าอาการจะดีขึ้น

ข้อควรระวัง น้ำกระเจี๊ยบมีฤทธิ์เป็นยาระบาย อาจทำให้ผู้ดื่มมีอาการท้องเสียได้เล็กน้อย

เมื่อเห็นแล้วว่าน้ำกระเจี๊ยบแดงมีประโยชน์มากมายขนาดนี้แล้ว  ไม่สนใจมาดื่มน้ำกระเจี๊ยบกันหน่อยหรือคะ

..........แต่อย่าลืมว่าในแต่ละวันหากเราดื่มน้ำมากๆให้เป็นนิสัย โรคขัดเบาหรืออาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็จะไม่มากวนใจเราได้อีกต่อไปค่ะ



ที่มา : http://www.thailabonline.com/
http://www.cheewajit.com/